การประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ประกันภัย พ.ร.บ.)
ใครต้องทำ ใครได้รับยกเว้น บริษัทปฏิเสธได้หรือไม่ และตัวเลขความคุ้มครองอยู่ที่ใด อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มักเรียกกันสั้นๆ ว่าประกันภัย พ.ร.บ. เป็นการประกันภัยภาคบังคับ และอยู่ในขอบเขตวิชาการประกันภัยรถยนต์ที่ออกสอบ จึงต้องแยกให้ออกจากการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
มาตรา 7 กำหนดว่า เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัท ข้อความสำคัญคือคำว่า "หรือมีรถไว้เพื่อใช้" หน้าที่จึงไม่ได้เกิดเฉพาะเมื่อนำรถออกวิ่ง
จำนวนเงินเอาประกันภัยตามมาตรา 7 วรรคสอง ให้กำหนดตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ แต่ต้องไม่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตัวเลขความคุ้มครองจึงอยู่ในกฎกระทรวง ไม่ได้อยู่ในตัวพระราชบัญญัติ และเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแก้พระราชบัญญัติ
มาตรา 8 ยกเว้นรถบางประเภทไม่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหาย ได้แก่ รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบ รถของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งรถยนต์ทหาร และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 10 กำหนดให้บริษัทต้องรับประกันความเสียหายตามมาตรา 7 หรือมาตรา 8 แล้วแต่กรณี นี่คือความต่างที่ชัดที่สุดจากการประกันภัยภาคสมัครใจ ผู้รับประกันภัยจะปฏิเสธไม่รับประกันภัยภาคบังคับไม่ได้ แต่เบี้ยประกันภัยอาจแตกต่างกันได้ตามชนิด ประเภท หรือขนาดของรถ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
มาตรา 10 ทวิ ให้จัดตั้งบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับคำร้องและจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้
คำว่า "ค่าเสียหายเบื้องต้น" ตามมาตรา 4 หมายถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ทั้งนี้ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 วรรคสอง จำนวนเงินจึงต้องดูจากกฎกระทรวงฉบับที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
"ผู้ประสบภัย" ตามมาตรา 4 หมายถึงผู้ซึ่งได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เนื่องจากรถที่ใช้หรืออยู่ในทาง หรือเนื่องจากสิ่งที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถนั้น และหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย